วัตถุประสงค์ เพื่อประกอบการเรียนการสอนวิชาการสร้างเว็บเพจด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
สถานที่ท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
เป็นของคนไทยทุกคน โปรดช่วยกันรักษาให้ลูกหลานของเรา
ข้อมูลทั่วไป
ทะเลใน หนึ่งเดียวในอ่าวไทย
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นหมู่เกาะในอ่าวไทยท้องที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ห่างจากเกาะสมุยและเกาะพะงันไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะต่างๆ ประมาณ 40 เกาะ ตามเกาะต่างๆ จะมีหาดทรายอยู่เกือบทุกเกาะ บางเกาะหาดทรายมีสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ บางเกาะมีปะการังตามชายทะเลหลายชนิด สีสวยงามหลากสี อยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองมีเนื้อที่ประมาณ 63,750 ไร่ หรือ 102 ตารางกิโลเมตร
บริเวณหมู่เกาะอ่างทองแต่เดิมเป็นพื้นที่หวงห้ามของกองทัพเรือซึ่งมีโครงการจะสร้างฐานทัพเรือเพื่อควบคุมความปลอดภัยของประเทศทางด้านอ่าวไทย แต่ด้วยมีทิวทัศน์สวยงาม ทะเลสาบ หน้าผา ถ้ำทะลุ เกาะรังนกนางแอ่น นกนานาชนิด และแนวปะการัง เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ปลานานาชนิด ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ตรี กองอุทยานแห่งชาติ ได้เขียนบทความสารคดีเรื่อง “หมู่เกาะอ่างทอง อุทยานแห่งชาติทางทะเล” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2518 สรุปสาระสำคัญว่า ควรจัดหมู่เกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ประกอบกับกองอุทยานแห่งชาติได้มีโครงการอยู่แล้วเช่นกัน และคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2518 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2518 ให้กรมป่าไม้พิจารณาจัดหมู่เกาะอ่างทองเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลอีกแห่งหนึ่ง
ในปี พ.ศ. 2518 กองอุทยานแห่งชาติ ได้มีบันทึกที่ กส.0708/915 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2518 เสนอกรมป่าไม้ ให้นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ตรี ไปทำการสำรวจ ปรากฏว่า หมู่เกาะอ่างทอง ประกอบด้วยเกาะประมาณ 40 เกาะ มีทิวทัศน์สวยงาม ทะเลสาบ หน้าผา ถ้ำทะลุ เกาะรังนกนางแอ่น และนกนานาชนิด ปะการัง เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ปลานานาชนิด กรมป่าไม้จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2519 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ให้กรมป่าไม้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหมู่เกาะอ่างทองกับกระทรวงกลาโหม และทำการตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าว กองอุทยานแห่งชาติ ได้มีหนังสือที่ กส.0708/1613 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสินไชย บูรณะเรข นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือที่ กห. 0352 / 26927 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2519 ไม่ขัดข้องในการที่กรมป่าไม้จะกำหนดหมู่เกาะอ่างทองเป็นอุทยานแห่งชาติ
กรมป่าไม้จึงได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2520 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 เห็นชอบให้กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ทั้งทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีหนังสือที่ สฎ.25/21994 ลงวันที่ 18 เมษายน 2520 ให้การสนับสนุนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินบริเวณหมู่เกาะอ่างทองในท้องที่ตำบลอ่างทอง อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมเนื้อที่ 102 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 174 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2523 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 21 ของประเทศไทย
บริเวณหมู่เกาะอ่างทองแต่เดิมเป็นพื้นที่หวงห้ามของกองทัพเรือซึ่งมีโครงการจะสร้างฐานทัพเรือเพื่อควบคุมความปลอดภัยของประเทศทางด้านอ่าวไทย แต่ด้วยมีทิวทัศน์สวยงาม ทะเลสาบ หน้าผา ถ้ำทะลุ เกาะรังนกนางแอ่น นกนานาชนิด และแนวปะการัง เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ปลานานาชนิด ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ตรี กองอุทยานแห่งชาติ ได้เขียนบทความสารคดีเรื่อง “หมู่เกาะอ่างทอง อุทยานแห่งชาติทางทะเล” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2518 สรุปสาระสำคัญว่า ควรจัดหมู่เกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ประกอบกับกองอุทยานแห่งชาติได้มีโครงการอยู่แล้วเช่นกัน และคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2518 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2518 ให้กรมป่าไม้พิจารณาจัดหมู่เกาะอ่างทองเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลอีกแห่งหนึ่ง
ในปี พ.ศ. 2518 กองอุทยานแห่งชาติ ได้มีบันทึกที่ กส.0708/915 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2518 เสนอกรมป่าไม้ ให้นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ตรี ไปทำการสำรวจ ปรากฏว่า หมู่เกาะอ่างทอง ประกอบด้วยเกาะประมาณ 40 เกาะ มีทิวทัศน์สวยงาม ทะเลสาบ หน้าผา ถ้ำทะลุ เกาะรังนกนางแอ่น และนกนานาชนิด ปะการัง เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ปลานานาชนิด กรมป่าไม้จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2519 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ให้กรมป่าไม้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหมู่เกาะอ่างทองกับกระทรวงกลาโหม และทำการตรวจสอบที่ดินบริเวณดังกล่าว กองอุทยานแห่งชาติ ได้มีหนังสือที่ กส.0708/1613 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสินไชย บูรณะเรข นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือที่ กห. 0352 / 26927 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2519 ไม่ขัดข้องในการที่กรมป่าไม้จะกำหนดหมู่เกาะอ่างทองเป็นอุทยานแห่งชาติ
กรมป่าไม้จึงได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2520 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 เห็นชอบให้กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ทั้งทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีหนังสือที่ สฎ.25/21994 ลงวันที่ 18 เมษายน 2520 ให้การสนับสนุนการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินบริเวณหมู่เกาะอ่างทองในท้องที่ตำบลอ่างทอง อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมเนื้อที่ 102 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 174 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2523 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 21 ของประเทศไทย
ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลอ่างทอง อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 9 องศา 31 ลิบดา-9 องศา 43 ลิบดา เหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศา 39 ลิบดา - 99 องศา 44 ลิบดา ตะวันออก ประกอบด้วยเกาะ 42 เกาะ ลักษณะเกาะเป็นเขาหินปูนและมีหน้าผาสูงชันเกือบทั้งหมด มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 10-396 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ เกาะที่มีขนาดใหญ่ เช่น เกาะวัวตาหลับ เกาะพะลวย เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะหินดับ และเกาะท้ายเพลา สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองเป็นพื้นน้ำ มีพื้นป่าประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ สภาพป่าโดยทั่วไปมีไม้ขนาดใหญ่น้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากเกาะที่เป็นเขาหินปูนมีเนื้อดินเป็นชั้นบาง
ลักษณะภูมิอากาศ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมที่พัดผ่าน ทำให้ฝนตกชุก คลื่นพายุรุนแรง
ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะนี้เป็นช่วงว่างของฤดูมรสุมหลังจากสิ้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว อากาศจะเริ่มร้อนและจะมีอากาศร้อนจัดที่สุดในเดือนเมษายน
ฤดูฝน อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมร้อนและชื้นจากมหาสมุทรอินเดียพัดปกคลุมทำให้มีฝนตกทั่วไป ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,000 มิลลิเมตรต่อปี
ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเย็นและแห้งแล้งจากประเทศจีนพัดปกคลุม ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไปและมีอากาศหนาวเย็น แต่เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทะเลอ่าวไทย อากาศจึงไม่หนาวเย็นมากนักและจะมีฝนตกโดยทั่วไป โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน สำหรับช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 28 องศาเซลเซียส
สำหรับช่วงเวลาระพว่างเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลจะมีคลื่นลมแรง ทำให้การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติจึงกำหนดปิดการท่องเที่ยวประจำปี ดังนี้
ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะนี้เป็นช่วงว่างของฤดูมรสุมหลังจากสิ้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว อากาศจะเริ่มร้อนและจะมีอากาศร้อนจัดที่สุดในเดือนเมษายน
ฤดูฝน อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมร้อนและชื้นจากมหาสมุทรอินเดียพัดปกคลุมทำให้มีฝนตกทั่วไป ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,000 มิลลิเมตรต่อปี
ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเย็นและแห้งแล้งจากประเทศจีนพัดปกคลุม ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไปและมีอากาศหนาวเย็น แต่เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากทะเลอ่าวไทย อากาศจึงไม่หนาวเย็นมากนักและจะมีฝนตกโดยทั่วไป โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน สำหรับช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 28 องศาเซลเซียส
สำหรับช่วงเวลาระพว่างเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นช่วงฤดูมรสุม ทะเลจะมีคลื่นลมแรง ทำให้การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ทางอุทยานแห่งชาติจึงกำหนดปิดการท่องเที่ยวประจำปี ดังนี้
ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 -30 พฤศจิกายน ของทุกปี
เปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม - 31 ตุลาคม ของทุกปี
พืชพรรณและสัตว์ป่า
ลักษณะพรรณพืชตามธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง แบ่งตามลักษณะของสภาพป่าและถิ่นที่ขึ้นอยู่ได้แก่
ป่าดงดิบแล้ง ครอบคลุมพื้นที่ของเกาะขนาดใหญ่ คือ เกาะวัวตาหลับ เกาะพะลวย เกาะสามเส้า ในบริเวณไหล่เขาและตามร่องลำธาร มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น พลองใบมน จิกเขา รักเขา หัวค่าง พลองกินลูก เกด ไหม้ ไม้พุ่มชั้นล่างได้แก่ ข่อยหนาม กระจายอยู่ทั่วไป พืชพื้นล่างและพืชอิงอาศัยได้แก่ เต่าร้าง หวาย ข้าหลวงหลังลาย เปราะ บุก และกล้วยไม้นารีช่องอ่างทอง ฯลฯ
ป่าชายหาด เป็นป่าโปร่งขึ้นบริเวณแคบๆ ตามชายหาดและเชิงเขาชายทะเลทั่วไปของเกาะต่างๆ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ หูกวาง โพทะเล กระทิง ปอทะเล จิกทะเล สนทะเล รักทะเล มะเดื่อป่า ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ เตยทะเล พลับพลึง กะทกรก และผักบุ้งทะเล เป็นต้น
ป่าเขาหินปูน พบในบริเวณเขาหินปูนที่มีชั้นดินน้อย พืชที่ขึ้นเป็นพืชขนาดเล็ก เช่น จันทน์ผา เป้ง สลัดได พลับพลึง บุก ปอทะเล เกด เชียด และยอป่า เป็นต้น
ป่าชายเลน พบอยู่น้อยมากบริเวณซอกหินที่มีหาดทรายหรือหาดเลนในวงรอบของทะเลในของเกาะแม่เกาะ และทางทิศตะวันออกของเกาะพะลวยในบางอ่าวที่เว้าเข้าไปในแผ่นดิน พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นโกงกางใบเล็ก
ด้วยสภาพที่เป็นเกาะขนาดเล็กกลางทะเล มีที่ราบ และที่ลาดชันปานกลางถึงน้อย ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเกาะที่เป็นเขาหินปูนสูงชัน จึงทำให้เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์ที่พบเห็นโดยทั่วไปสามารถจำแนกออกได้เป็น
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบ 16 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่หัวปลาดุก ค่างแว่นถิ่นใต้ ลิงแสม หมูป่า พญากระรอกดำ หนูเกาะ ค้างคาวแม่ไก่เกาะ โลมา และวาฬ เป็นต้น
นก พบไม่น้อยกว่า 54 ชนิด ได้แก่ นกยางเขียว เหยี่ยวแดง นกออก นกเด้าดิน นกแอ่นกินรัง นกแก๊ก นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ และนกขุนทอง ฯลฯ
สัตว์เลื้อยคลาน พบ 14 ชนิด ได้แก่ แย้ เหี้ย เต่าตนุ เต่ากระ งูเหลือม และงูจงอาง เป็นต้น
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบน้อยมากเพียง 5 ชนิด ได้แก่ คางคกบ้าน กบบัว กบนา กบหนอง และปาด
นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ที่สำคัญคือ ปลาทู และยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ เช่น ปลาผีเสื้อลายแปดเส้น ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว ปลากระเบนทอง ปลาฉลามหูดำ ปลาเม่นลายเสือ ปลากะพง ปลาเก๋า ปลิงทะเล ปูม้า กัลปังหา แส้ทะเล หอยมือเสือ หอยนางรม และปะการังที่สวยงามซึ่งได้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่จำนวนมาก
ป่าดงดิบแล้ง ครอบคลุมพื้นที่ของเกาะขนาดใหญ่ คือ เกาะวัวตาหลับ เกาะพะลวย เกาะสามเส้า ในบริเวณไหล่เขาและตามร่องลำธาร มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น พลองใบมน จิกเขา รักเขา หัวค่าง พลองกินลูก เกด ไหม้ ไม้พุ่มชั้นล่างได้แก่ ข่อยหนาม กระจายอยู่ทั่วไป พืชพื้นล่างและพืชอิงอาศัยได้แก่ เต่าร้าง หวาย ข้าหลวงหลังลาย เปราะ บุก และกล้วยไม้นารีช่องอ่างทอง ฯลฯ
ป่าชายหาด เป็นป่าโปร่งขึ้นบริเวณแคบๆ ตามชายหาดและเชิงเขาชายทะเลทั่วไปของเกาะต่างๆ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ หูกวาง โพทะเล กระทิง ปอทะเล จิกทะเล สนทะเล รักทะเล มะเดื่อป่า ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ เตยทะเล พลับพลึง กะทกรก และผักบุ้งทะเล เป็นต้น
ป่าเขาหินปูน พบในบริเวณเขาหินปูนที่มีชั้นดินน้อย พืชที่ขึ้นเป็นพืชขนาดเล็ก เช่น จันทน์ผา เป้ง สลัดได พลับพลึง บุก ปอทะเล เกด เชียด และยอป่า เป็นต้น
ป่าชายเลน พบอยู่น้อยมากบริเวณซอกหินที่มีหาดทรายหรือหาดเลนในวงรอบของทะเลในของเกาะแม่เกาะ และทางทิศตะวันออกของเกาะพะลวยในบางอ่าวที่เว้าเข้าไปในแผ่นดิน พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นโกงกางใบเล็ก
ด้วยสภาพที่เป็นเกาะขนาดเล็กกลางทะเล มีที่ราบ และที่ลาดชันปานกลางถึงน้อย ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเกาะที่เป็นเขาหินปูนสูงชัน จึงทำให้เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์ที่พบเห็นโดยทั่วไปสามารถจำแนกออกได้เป็น
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบ 16 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่หัวปลาดุก ค่างแว่นถิ่นใต้ ลิงแสม หมูป่า พญากระรอกดำ หนูเกาะ ค้างคาวแม่ไก่เกาะ โลมา และวาฬ เป็นต้น
นก พบไม่น้อยกว่า 54 ชนิด ได้แก่ นกยางเขียว เหยี่ยวแดง นกออก นกเด้าดิน นกแอ่นกินรัง นกแก๊ก นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ และนกขุนทอง ฯลฯ
สัตว์เลื้อยคลาน พบ 14 ชนิด ได้แก่ แย้ เหี้ย เต่าตนุ เต่ากระ งูเหลือม และงูจงอาง เป็นต้น
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบน้อยมากเพียง 5 ชนิด ได้แก่ คางคกบ้าน กบบัว กบนา กบหนอง และปาด
นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ที่สำคัญคือ ปลาทู และยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ เช่น ปลาผีเสื้อลายแปดเส้น ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว ปลากระเบนทอง ปลาฉลามหูดำ ปลาเม่นลายเสือ ปลากะพง ปลาเก๋า ปลิงทะเล ปูม้า กัลปังหา แส้ทะเล หอยมือเสือ หอยนางรม และปะการังที่สวยงามซึ่งได้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่จำนวนมาก
สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
สวนผึ้ง ไม่ว่าฤดูนี้ หรือฤดูไหนก็ไปได้ เมืองเล็กๆ น่ารักสุดแสนน่ารักที่ใครๆ ก็อยากไปเยือนสักครั้ง วันนี้ สนุก! ท่องเที่ยว มีโอกาสดีได้เพื่อนพาเที่ยว สวนผึ้ง เป็นไกด์บุ๊คท่องเที่ยวชุด GO เล่มล่าสุด GO สวนผึ้ง มาพาเราไปลั้ลลาเป็นเด็กเลี้ยงแกะ และสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก ในดินแดนขุนเขาและสายหมอก ตรอกธารและทุ่งหญ้า
สวนผึ้ง เป็นจุดหมายปลายทางที่ไปได้ง่าย ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ แค่ 2-3 ชั่วโมงโดยการขับรถ ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองทำให้ สวนผึ้ง เป็นจุดหมายอันดับต้นๆ ของบรรดานักท่องโลกยุคใหม่ที่ท้าทายให้ไปเยี่ยมเยือนเสมอ ตามคอนเซ็ปแบบ Go ที่ว่า "เล่มเดียวครบทั้งไปชม ไปชิม ไปช็อป" พร้อมแผนที่ อ่านง่ายใช้ได้จริง 4 สีทั้งเล่ม... ว่าแล้วก็ตาม GO สวนผึ้ง ไปเที่ยวใ้ห้สนุกกันได้เลย
ชม
The Scenery Resort & Farm
โด่งดังขึ้นชื่อจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสวนผึ้งในเวลาอันรวดเร็ว และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย ปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนจากที่พักเป็นจุดแวะพักผ่อนเที่ยวชมฟาร์มและหาซื้อของฝากแบบ One Day Trip อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวชมได้มากขึ้น สิ่งที่ดึงดูดใจฮ็อตฮิตติดลมบนคือ ความน่ารักของเจ้าแกะขนปุกปุยน่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงฝูงใหญ่ที่ทางรีสอร์ทเลี้ยงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสตัวเป็นๆพร้อมกับการให้อาหารแกะ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย เช่น ยิงธนู ขี่ม้า (สำหรับเด็กๆมีม้าแคระให้ขี่) นั่งรถชมบรรยากาศฟาร์ม อีกทั้งยังมีมุมเด็ดๆท่ามกลางทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่มสดใส รายล้อมด้วบภูเขาสลับซับซ้อน ให้คนรักการถ่ายภาพได้โพสท่าถ่ายรูปกันอย่างหนำใจ
ที่อยู่ : 234 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง
โทรศัพท์ : 08-1000-6677
เวลาให้บริการ : วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 น. - 18.00 น. วัน เสาร์-อาทิตย์ เวลา 8.30-18.30 น.
ค่าเข้าชม : ท่านละ 40 บาท (พร้อมหญ้าสำหรับเลี้ยงแกะ 1 กำ และซื้อเพิ่มได้ในราคากำละ 20 บาท)
น้ำตกเก้าชั้น
เดิมชื่อ น้ำตกเก้าโจน แต่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวนผึ้งมักจะเข้าใจผิดคิดว่าชื่อ "น้ำตกเก้าโจร" และตีความหมายว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของโจรผู้ร้าย ฟังแล้วน่ากลัวมกกว่าน่ามาท่องเที่ยว หน่วยงานราชการในพื้นที่จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"น้ำตกเก้าชั้น" แทน น้ำตกแห่งนี้อยู่ห่างจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงประมาณ 1 กิโลเมตร จากลานจอดรถจะต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร ต้นน้ำของน้ำตกแห่งนี้อยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีฝนตกชุกตลอดปี จึงทำให้มีน้ำซับตลอดเวลาและก่อให้เกิดธารน้ำธรรมชาติไหลผ่านจากตอนกลางของเทือกเขาลงมายังด้านล่าง กลายเป็นน้ำตกที่มีความงดงามไม่น้อยน้ำตกเก้าชั้นมีทั้งสิ้น 14 ชั้น แต่สามารถเที่ยวได้แค่ 9 ชั้น เนื่องจากชั้นบนกว่านั้นเป็นเขาสูงชันและเหวลึก ที่นี่คุณจะได้สัมผัสธรรมชาติของป่าเบญจพรรณที่เต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลาย ส่วนใครอบากนอนค้างแรมกลางป่าเพื่ออิ่มเอมธรรมชาติให้จุใจ ก็มีจุดกางเต็นท์ไว้ให้บริการ ด้านหน้าทางเข้าน้ำตกยังมีร้านอาหารพื้นบ้านจำพวกส้มตำไก่ย่างฝีมือชาวบ้านให้อุดหนุนไปชิมบนน้ำตกด้วย
ที่อยู่ : หมู่ 7 บ้านห้วยผาก ตำบลสวนผึ้ง เวลาเปิด : 6.00 น. - 18.00 น. โทรศัพท์ : 0-3239-5498
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม แต่ต้องเสียค่าจอดรถคันละ 20 บาท
เขากระโจม
เป็นยอดเขาสุดเขตชายแดนระหว่างไทย-พม่า ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาตะนาวศรี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,045 เมตร บริเวณนี้เป็นที่อาศัยของของชุมชนชาวกะเหรี่ยงซึ่งอพยพมาจากเมืองทวายประเทศพม่า ชาวกะเหรี่ยงเรียกยอดเขานี้ว่า "เขาลันดา" ซึ่งหมายถึง ภูเขาที่มีที่ราบ ส่วนชื่อ "เขากระโจม" นั้นได้รับฉายามาจากคนไทยที่เข้าไปทำเหมืองแร่ แล้วมองเห็นยอดเขาดูดล้ายกระโจมของชนเผ่าอินเดียนแดงนั่นเองที่นี่นับเป็นจุดชมทะเลหมอก ทิวทัศน์ขุนเขาฝั่งพม่า และชมพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมแสงแรกแห่งวันที่สวยที่สุดในสวนผึ้ง
การเดินทางขึ้นเขากระโจมค่อนข้างลำบากเพราะเส้นทางลาดชันมากมีเพียงรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นที่จะพาเราขึ้นสู่ยอดเขาได้ ใครอยากขึ้นไปต้องตื่นแต่เช้ามืด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความชำนาญของคนขับ) ระหว่างทางจะได้ชมทิวทัศน์ของผืนป่าเขียวขจีรอบด้านและเห็นสายหมอกเคลื่อนตัวอ้อยอิ่งอยู่เหนือหุบเขา เมื่อถึงยอดเขาก็จะเห็นทิวทัศน์ของเทือกเขาตะนาวศรีที่ทอดตัวยาวไปถึงชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางทะเลหมอกในยามเช้าและอากาศที่หนาวเย็นจับใจ ข้างบนมีลานกางเต้นท์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆนอกจากห้องน้ำ
ขากลับจากชมทะเลหมอกแนะนำให้แวะเที่ยวน้ำตกผาแดงน้ำตกธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในราวป่า มีต้นน้ำมาจากห้วยลันดาโดดเด่นด้วยผาหินสีแดงสมชื่อ ในอดีตเคยเป็นแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับร่อนแร่ดีบุกและวุลแฟรม หากเดินทางไปเที่ยวในช่วงฤดูฝนให้ระวังตัวทากด้วย
การเดินทาง : กลุ่มรักษ์เขากระโจมมีบริการให้เช้ารถขึ้นเขาราคาประมาณ 1,600 บาท (โดยสารได้ 8-10 คน)
โทรศัพท์ : 08-6174-7951
ภโวทัยพิพิธภัณฑ์
เรือนไทยหลังใหญ่ห้อมล้อมด้วยร่มไม้ดูครึ้มเย็น มีป้ายบอกด้านหน้าว่า "ภโวทัยพิพิธภัณฑ์ (ภูมิปัญญาชาวบ้าน)"นี้ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจของเจ้าของที่ต้องการอนุรักษ์ศิลปะและโบราณวัตถุของไทยไว้ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ภายในประกอบด้วยอาคารจัดแสดงสองหลักคือ เรือนทรงไทยหลังใหญ่ สูงสองชั้น สร้างจากไม้เนื้อแข็งหลายชนิด เช่น ไม้สักทอง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ และไม้แดง โดดเด่นด้วยการก่อสร้างแบบโบราณแท้ๆ นั่นคือ ฝาเรือนเป็นไม้เข้าลิ้นที่เรียกว่าฝาปะกนมีเสารองรับน้ำหนักทั้งหมด 94 ต้น หน้าจั่วแกะสลักด้วยฝีมือช่างพม่าดูมีมนตร์ขลัง ภาพในสว่างไสวด้วยตะเกียง ส่องให้เห็นวัตถุโบราณที่เจ้าของเก็บสะสมมาหลายปี อาทิ เครื่องแก้วเจียระไน กาน้ำชาจากเมืองจีน เครื่องกระเบื้องลายคราม ตลับแป้งและปิ่นทองคำสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกหลังเป็นเรือนทรงไทยหมู่สร้างจากไม้สักทอง จักแสดงวิถีชีวิตและข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน โดยมีโอ่งมังกร ของดีเมืองราชบุรีวางเรียงรายอยู่ใต้ถุนบ้าน นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมรถม้าแบต่างๆและไม้ดอกไม้ประดับของไทยหลากหลายพันธุ์ไว้ชมกันด้วย หรือถ้าใครอยากนอนเล่นสักคืน ที่นี่ก็มีห้องพัก รวมทั้ง ร้านอาหารให้บริการด้วย
ที่อยู่ : 94 หมู่ 1 ตำบลตะนาวศรี
โทรศัพท์ : 08-6171-8400
เปิดให้บริการ : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 8.00 - 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ท่านละ 20 บาท
เว็บไซต์ : www.pavothai.com
โป่งยุบ
อีกหนึ่งประติมากรรมธรรมชาติที่สรรค์สร้างฉากแปลกตาให้คุณตื่นตาตื่นใจได้อย่างอัศจจรย์ โป่งยุบอยู่บนที่ดินของเอกชน มีพื้นที่ประมาณสิบไร่ สันนิษฐานว่าเกิดจากการกัดเซาะของน้ำเป็นเวลานานจนทำให้แผ่นดินยุบตัวลงกลายเป็นหน้าผาสูงชัน บางจุดมีลักษณะเป็นหลุมลึกลงไปจากพื้นผิวระนาบราว 3-5 เมตร พร้อมทั้งมีร่องรอยแนวน้ำกัดเซาะจนมีรูปร่างแปลกตา ชวนให้นักท่องเที่ยวได้สนุกกับการสร้างจินตนาการแม้จะมีอาณาเขตไม่กว้างใหญ่เท่าแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ หรือละลุ จังหวัดสระแก้ว แต่ก็น่าเดินเล่นเพลินๆได้แบบไม่ทันเหนื่อย
ที่อยู่ : หมู่ 6 ตำบลท่าเคย
โทรศัพท์ : 08-1256-2550, 08-1255-7500
เปิดให้บริการ : วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 น. -17.00 น. เปิดให้เข้าชมเฉพาะหมู่คณะ ต้องติดต่อล่วงหน้า ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไป เวลา 9.00 น. - 17.30 น.
ค่าเข้าชม : ท่านละ 40 บาท
ชิม
ร้านต้นขนมหวานสะพานกาแฟ
อีกหนึ่งร้านกาแฟที่ต้องแวะ เพราะภายในตกแต่งได้โดนใจคนชอบความสดใส แถมมีมุมน่ารักๆ และเต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกมากมายให้เดินชมระหว่างรอกาแฟถ้วยโปรด ใครพกพากล้องมาด้วยรับรองว่าเพลิดเพลินไม่มีเบื่อ คุณสามารถนั่งจิบกาแฟได้หลายมุม ไม่ว่าจะริมลำธารฟังเสียงน้ำไหลให้เพลิดเพลินหรือในบ้านต้นม้ นั่งจิบกาแฟไมชมทิวทัศน์ไปท่ามกลางเสียงนกร้องก็เข้าท่าทั้งสองบรรยากาศนอกจากกาแฟรสชาติกลมกล่อมแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดให้คุณเลือก รวมทั้งขนมหวาน ถ้วยแนะนำคือเฉาก๊วยน้ำผึ้ง แก้กระหายคลายร้อนได้ดี หรือเป็นคอเบเกอรี่ก็ห้ามพลาดบราวนี่เด็ดขาด
ที่อยู่ : 142 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง (ตั้งอยู่ในบัววัฒนา รีสอร์ท)
โทรศัพท์ : 08-5700-0575
เวลาเปิด : 7.00 น. 17.00 น.
เว็บไซต์ : www.buawattanaresort.com
Swiss Fish & Chips Restaurant
ร้านอาหารตกแต่งสไตล์ยุโรปและให้ความรู้สึกของบบรยากาศโรงนาตะวันตกได้อย่างดี ที่นี่คุณจะได้นั่งกินอาหารไปพร้อมกับชมทิวทัศน์อันสวยงามของรีสอร์ทและฝูงแกะน่ารักๆ อย่างสบายอารมณ์ เมนูเด็ดที่ห้ามพลาด คือ สเต็กปลาแซลมอน ที่ทั้งหอมและรสชาติลงตัวด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส รวมทั้งมีเครื่องดื่มรสชาติอร่อยให้เลือกชิมมากมาย รับรองว่าคุณจะอิ่มอร่อยไม่รู้ลืม
ที่อยู่ : 7/7 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง (ตั้งอยู่ด้านหน้าสวิส วัลเลย์ ฮิพ รีสอร์ท)
โทรศัพท์ : 0-3271-1111
เวลาเปิด : 9.00 น. - 20.30 น.
เว็บไซต์ : www.swissvalleyhipresort.com
ช็อป
แม่ทับทิมกล้วยฉาบ
กล้วยฉาบร้านนี้เป็นของฝากของกินเล่นที่อร่อยง่ายสไตล์ไทยๆรสชาติทั้งหวาน หอม และเคี้ยวมัน เพราะทำกันสดใหม่ทุกวัน แถมยังไม่ใส่เนย สารกันบูด หรือวัตถุเจือสีใดๆทั้งสิ้น ทุกชิ้นจึงอร่อยแบบธรรมชาติ เคล็ดลับความอร่อยอีกประการอยู่ที่กรรมวิธีการทำ นั่นคือ ใช้กล้วยน้ำว้าคัดพิเศษจากสวนในพื้นที่ และขณะทอด เมื่อกล้วยลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำมัน ต้องหมั่นพลิกชิ้นกล้วยกลับไปมาให้สุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนตักขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำมันแล้วปรุงรส มีกล้วยฉาบให้เลือกทั้งรสหวานและรสเค็ม ถ้ามาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณก็จะได้ชมการผลิตกล้วยฉาบทุกขั้นตอน
ที่อยู่ : 21/2 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง
โทรศัพท์ : 08-7801-4077, 08-7168-5113
เวลาเปิด : 7.00 น. - 18.30 น.
ชอป
Sheepie Sheep
ร้านขายของฝากน่ารักๆ เอาใจคนชอบความเป็นคันทรี่ผสมผสานการดีไซน์แบบดมเดิร์น ทำให้มีเสน่ห์ดึงดูดขาช็อปจนมีลูกค้าเข้าออกตลอดทั้งวัน สำหรับของฝากขึ้นชื่อและเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของสวนผึ้งก็คือหุ่นรูปแกะอ้วนๆที่ส่ายหัวไปมาได้และตุ๊กตาแกะขนปุกปุย นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืดสกีนลาย เสื้อโปโลหลากสีสัน ผ้าพันคอ โปสต์การ์ด แผ่นแม่เหล็กติดตู้เย็น หมวก และของแต่งบ้านน่ารักให้ช็อปกันจนเพลิน
ที่อยู่ : 234 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง (ตั้งอยู่ใน The Scenery Resort & Farm)
โทรศัพท์ : 08-1000-6677
วัน-เวลา เปิด : วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 10.00 น. - 18.00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 8.30 น. - 18.30 น.
เว็บไซต์ : www.sceneryresort.com
บ้านนกละเมอ
บ้านนกละเมอ มีกรอบรูปแฮนด์เมดให้คุณเลือกซื้อหลากหลายขนาดแต่ละชิ้นทำด้วยไอเดียสร้างสรรค์และความตั้งใจจริงของเจ้าของร้าน จนเป็นชิ้นเดียวที่ไม่เหมือนใคร เอกลักษณ์ที่น่าสนใจของกรอบรูปร้านนี้คือ การนำไม้เก่ามาประดิษฐ์เป็นกรอบรูปแบบต่างๆและทาสีเลียนแบบของโบราณ หรือถ้าใครอยากได้ดีไซน์ตามใจตัวเอง ก็ขอเจ้าของร้านให้ทำเดี๋ยวนั้นได้เลย
ที่อยู่ : หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง
โทรศัพท์ : 08-6574-6191
เวลาเปิด : 8.00 น. - 18.00 น.
เห็ด
สวนผึ้งมีฟาร์มเห็ดหลายแห่งให้คุณได้ตะลุยบุกกันเข้าไปซื้อถึงที่ ทั้งเห็ดโคนญี่ปุ่นเห็ดหอม และเห็ดฟางรับประกันความสดและกรอบอร่อยไม่แพ้เห็ดของภาดเหนือเลยทีเดียว นอกจากนี้คุณยังสามารถเข้าชมการเพาะปลูกเห็ดในฟาร์มได้ด้วย ติดต่อได้ที่ไร่อัจฉรา
โทรศัพท์ 08-1721-3322, 08-1832-2241
ที่พัก
สวิส วัลเลย์ ฮิพ รีสอร์ท
ที่นี่คืออีกมนตร์เสน่ห์น่าหลงใหลของสวนผึ้ง ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่กว้างขวาง ใต้ท้องฟ้าสีคราม บนเนินหญ้าสีเขียว มีห้องพักทั้งหมด 18 ห้อง ภายในตกแต่งสวยงามตามสไตล์บ้านพักชนบทของประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น สเปน ฝรั่งเศส กรีซ และอังกฤษ ทุกห้องประดับประดาด้วยข้าวของกระจุกกระจิกน่ารักและสดใส พร้อมห้องน้ำขนาดใหญ่พอๆ กับห้องนอน ตื่นมายามเช้าคุณจะได้ชมทิวทัศน์สายหมอกที่ลอยเอื่อยปกคลุมยอดเขา บรรยากาศสวยงามราวกับเมืองในฝัน มีกิจกรรมให้คุณได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น ขี่จักรยาน ตีกอล์ฟ ให้อาหารแกะแสนน่ารัก และขี่ม้าชมสวนสวยบริเวณเนินหญ้าหน้ารีสอร์ท และถ้ามาถูกเวลาอาจจะได้เก็บองุ่นด้วยมือตัวเอง กระซิบสักหน่อยว่า ถ้าอยากพักที่นี่ต้องจองห้องล่วงหน้านานพอสมควร
ที่อยู่: 7/7 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง
โทร: 08-7773-3950, 08-1995-6162
ราคา: คืนละ 3,900 - 18,500 บาท
เว็บไซต์: www.swissvalleyhipresort.com
บ้านริมเขา
บ้านพักท่ามกลางสวนแห่งนี้จะทำให้คุณได้ชื่นชมธรรมชาติอย่างไม่รู้เบื่อ เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพรรณ อีกทั้งมีแม่น้ำภาชีไหลผ่านช่วยเพิ่มความเย็นฉ่ำให้แก่วันพักผ่อนของคุณ บ้านพักมีหลายแบบให้เลือกอาทิ บ้านสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บ้านไม้ กระท่อม หรือแม้แต่บ้านแฟนซีรูปทรงสับปะรด หน้าบ้านแต่ละหลังมีสนามหญ้าเขียวขจีให้คุณนั่งเล่นได้อย่างเพลินตาเพลินใจ
ที่อยู่ : 55/1 หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง
โทรศัพท์ : 0-2880-8520-9, 0-3271-1089, 08-9919-1459
ราคา : คืนละ 1,500 - 15,000 บาท
เว็บไซต์ : www.baanrimkao.com
ฟาร์มโชคชัย
วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556
หินตาหินยาย เกาะสมุย
เกาะสมุย ตั้งอยู่ในบริเวณอ่าวไทย เป็นอำเภอหนึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากสุราษฎร์ธานีไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 84 กม. มีเนื้อที่ 247 ตรกม. กว้าง 21 กม. ยาว 25 กม. ถนนโดยรอบเกาะ (ถนนสายทวีราษฎร์ภักดี) ยาว 50 กม. พื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะเป็นที่ราบ ล้อมรอบภูเขา ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคมและฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคมเป็นช่วงคลื่นลมสงบเหมาะสมแก่การท่องเที่ยว เมื่อต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เกาะสมุยขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่อพ.ศ.2440 ได้จัดระบบการปกครองประเทศใหม่ ตั้งเป็นอำเภอเกาะสมุย นายอำเภอเกาะสมุยคนแรกคือ พระยาเจริญราชภักดี(สิงห์ สุวรรณรักษ์) และในปีพ.ศ.2540 เกาะสมุยมีอายุครบ 100 ปี ทางจังหวัดได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนี้ คำว่า "สมุย" เป็นคำมาจากภาษาใดไม่ปรากฏแน่ชัด มีข้อสันนิษฐานต่างๆ นานา บ้างก็ว่ามาจากภาษาจีนไหหลำว่า "เช่าบ่วย" แปลว่า "ด่านแรก" หรือ "ประตูแรก" เพราะในสมัยก่อนชาวจีนที่มาติดต่อค้าขายกับประเทศไทยใช้เรียกเกาะสมุยเมื่อมาแวะพักจอดเรือ ต่อมาออกเสียงเพี้ยนเป็น "สมุย" บ้างก็ว่ามาจากภาษาทมิฬว่า "สมอย" แปลว่า คลื่นลม บ้างก็ว่ามาจากชื่อต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในภาคใต้ คือ "ต้นหมุย" บ้างก็ว่า "สมุย" เป็นคำภาษามลายู ซึ่งพวกแขกมลายูที่มาติดต่อค้าขายกับประเทศไทยใช้เรียกเกาะสมุย ------------------------------------------- หินตา หินยาย หาดละไม
วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ภูกระดึง
ภูกระดึง ขุนเขามหัศจรรย์แห่งเมืองเลย
ภูกระดึง ขุนเขามหัศจรรย์แห่งเมืองเลย




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ tatatube และ คุณ ตามพระจันทร์
ว่ากันว่า....หากอยากพิสูจน์รักแท้ ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่ง ชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้น สามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและ กันเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!
...นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอๆ เมื่อเอ่ยถึง ภูกระดึง หรือ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห...ไหวไหมเนี่ย) ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปสัมผัสพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อนๆ อีกด้วย และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ
แหม ... มีเสียงการันตีความท้าทาย ผจญภัย และน่าไปสัมผัสแบบนี้คงอดใจไม่ได้แล้วที่จะไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูกระดึง … เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักอุทยานแห่งนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ


ภูกระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอด ภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต






สำหรับการเดินทางขึ้น ภูกระดึง นั้น ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 - 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จะเปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภู ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี และจะทำการปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภูกระดึง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง วันที่ 30 กันยายนของทุกปีเช่นกัน เพื่อเป็นการฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน


จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง
ผานกแอ่น... เป็น ลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่ง ขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สำคัญอยู่จากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากและ มักจะมีการชิงทำเลดีๆ เสมอ สมัยนี้ทางไปมักมีช้างอาละวาด ตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเอง เป็นอันขาด นอกจากนั้น หากอากาศดีพอ ในช่วงเวลาที่เดินเท้าฝ่าความมืดมาชมพระอาทิตย์ขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับ เวลาที่พระจันทร์กำลังจะลับขอบฟ้า ด้านตะวันตกนั้นจะได้เห็นภาพสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้นในเดือน มีนาคม-เมษายน และใครที่อยากไปชมประอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ควรเตรียมไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางไปด้วย
ผาหล่มสัก...ถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง…หลายคนถึงกับออกปากไว้แบบนั้น ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตร หากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวาง จะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร หากจะมาต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะขากลับจะมืดกลางทางอย่างแน่นอน ด้วยลักษณะแผ่นหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดีเช่นนี้ นักท่องเที่ยวจึงนิยมจะใช้เป็นจุดชมวิว ดูดวงอาทิตย์ตกดิน และน่าจะถือได้ว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึงแนะนำสักนิดสำหรับผู้ที่จะไปชมประอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางเวลาเดินกลับที่พัก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง
ผาหมากดูก...อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก
น้ำตกวังกวาง...ชื่อก็บอกอยู่แล้ว น้ำตกวังกวางอยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุด โดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ห้วยเล็กๆ ที่โอบล้อมที่พักอีกด้านจะไหลลงน้ำตกที่นี่ วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุด จะสูงประมาณ 7 เมตร ด้านข้างของน้ำตกมีทางแคบๆ สำหรับปีนลงไปทีละคน จะพบหลืบหินมีลักษณะคล้ายถ้ำใต้น้ำตก น้ำตกวังกวางจะมีความสวยงามมากในช่วง ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม บริเวณนี้จะมีทากชุม เพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน ส่วนในฤดูท่องเที่ยวซึ่งเป็นฤดูแล้ง ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมได้ง่ายใกล้ที่พัก
น้ำตกถ้ำสอเหนือ...อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 4.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดง ซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสรรค์ให้ กับบริเวณนี้สวยงามยิ่งขึ้น

น้ำตกเพ็ญพบใหม่...เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาว ใบเมเปิ้ลที่อยู่บริเวณริมน้ำตก จะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำยามแดดสาดส่องผ่าน ลงมาจะเป็นสีแดงจัดตัดกับสีเขียวขจีของตะไคร่น้ำตามโขดหิน ลำธารวังกวางเป็นต้นกำเนิดน้ำตกที่มีชื่ออีกแห่งหนึ่ง คือ น้ำตกโผนพบ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมป์เปี้ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐานะเป็นผู้ค้นพบคนแรก เมื่อคราวที่ขึ้นไปซ้อมมวยให้ชินกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ
สระอโนดาด... อยู่ ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวแน่นขนัด ใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์น เช่น กระปรอกสิงห์ บนหินยังมีไลเคนขึ้นอยู่เต็มไปหมดด้วย
นอกจากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึง คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะพลาดไม่ได้ค่ะ

การเดินทาง
รถโดยสารประจำทาง
โดยสารรถยนต์จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) กรุงเทพมหานคร ไปลงที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นเขตต่อแดนระหว่างชุมแพ-ภูกระดึง แล้วโดยสารรถประจำทาง(รถสองแถว) ไปลงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จากนั้นก็เดินต่อขึ้นไปยอดภูกระดึงควรใช้รถประจำ หรือหากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ลงที่ชุมแพ และต่อรถสายขอนแก่น-เลย ไปลงที่ตลาดอำเภอภูกระดึง ซึ่งจะมีรถสองแถวต่อถึงไปอุทยานฯ
ปล. รถสองแถวแดงที่รับจ้างนำนักท่องเที่ยวส่งระหว่างจุดจอดรถที่ผานกเค้ามาที่ ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คำแนะนำคือ ถ้าเรามาไม่กี่คนให้รวมทีมกับกรุ๊ปอื่นจะได้เฉลี่ยค่าสองแถวไม่ต้องเหมารถ ให้เปลืองสตางค์
รถไฟ
จากกรุงเทพมหานครโดยสารรถไฟไปลงที่ขอนแก่น จากนั้นโดยสารรถประจำทางสายขอนแก่น-เลย ไปยังหน้าตลาดที่ว่าการอำเภอภูกระดึง แล้วต่อรถสองแถว หรือเดินทางต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นปีนเขาขึ้นยอดภู จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นยอดภู อีก 5 กิโลเมตร จึงจะถึง “หลังแป” แล้วเดินเท้าไปตามทุ่งหญ้าอีก 4 กิโลเมตร ก็จะถึงที่พักบนยอดภูกระดึงทางอุทยานฯ ได้จัดลูกหาบสัมภาระของนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดภูกระดึง คิดค่าบริการเป็นกิโลกรัม
รถส่วนตัว
เดินทางโดยรถยนต์ สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง
1. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 (เลย-ขอนแก่น) และเลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
2. ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา จนถึงจังหวัดขอนแก่นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
3. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเดินทางเช่นเดียวกับเส้นทางที่ 2
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทั้งบนยอดภูกระดึง และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ด้านล่าง ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 - 16.30 น.
หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท และบริการลูกหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 10 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเต็นท์และบ้านพักได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร.0-4287-1333 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0-2562-0760
ท้ายสุดฝากไว้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากไปท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติบน ภูกระดึง ควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน จึงจะเที่ยวชมธรรมชาติได้ทั่วถึง ซึ่ง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเปิดให้เที่ยวบนยอด ภูกระดึง ได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น ช่วงระหว่างมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ทางอุทยานฯ จะปิดเพื่อปรับสภาพธรรมชาติ ให้ฟื้นตัวและปรับปรุงสถานที่พักสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ฉะนั้น เช็คก่อนออกเดินทางกันด้วยล่ะ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว บรรดาแบคแพ็คเกอร์ทั้งหลาย ก็เตรียมแพ็คกระเป๋า แล้วออกเดินทางกันได้เลย...
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ tatatube และ คุณ ตามพระจันทร์
ว่ากันว่า....หากอยากพิสูจน์รักแท้ ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่ง ชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้น สามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและ กันเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!
...นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอๆ เมื่อเอ่ยถึง ภูกระดึง หรือ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห...ไหวไหมเนี่ย) ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปสัมผัสพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อนๆ อีกด้วย และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ
แหม ... มีเสียงการันตีความท้าทาย ผจญภัย และน่าไปสัมผัสแบบนี้คงอดใจไม่ได้แล้วที่จะไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูกระดึง … เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักอุทยานแห่งนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ
ภูกระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล
สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอด ภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต
สำหรับการเดินทางขึ้น ภูกระดึง นั้น ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 - 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จะเปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภู ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี และจะทำการปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภูกระดึง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง วันที่ 30 กันยายนของทุกปีเช่นกัน เพื่อเป็นการฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน
นอกจากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึง คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะพลาดไม่ได้ค่ะ
โดยสารรถยนต์จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) กรุงเทพมหานคร ไปลงที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นเขตต่อแดนระหว่างชุมแพ-ภูกระดึง แล้วโดยสารรถประจำทาง(รถสองแถว) ไปลงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จากนั้นก็เดินต่อขึ้นไปยอดภูกระดึงควรใช้รถประจำ หรือหากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ลงที่ชุมแพ และต่อรถสายขอนแก่น-เลย ไปลงที่ตลาดอำเภอภูกระดึง ซึ่งจะมีรถสองแถวต่อถึงไปอุทยานฯ
ปล. รถสองแถวแดงที่รับจ้างนำนักท่องเที่ยวส่งระหว่างจุดจอดรถที่ผานกเค้ามาที่ ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คำแนะนำคือ ถ้าเรามาไม่กี่คนให้รวมทีมกับกรุ๊ปอื่นจะได้เฉลี่ยค่าสองแถวไม่ต้องเหมารถ ให้เปลืองสตางค์
จากกรุงเทพมหานครโดยสารรถไฟไปลงที่ขอนแก่น จากนั้นโดยสารรถประจำทางสายขอนแก่น-เลย ไปยังหน้าตลาดที่ว่าการอำเภอภูกระดึง แล้วต่อรถสองแถว หรือเดินทางต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นปีนเขาขึ้นยอดภู จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นยอดภู อีก 5 กิโลเมตร จึงจะถึง “หลังแป” แล้วเดินเท้าไปตามทุ่งหญ้าอีก 4 กิโลเมตร ก็จะถึงที่พักบนยอดภูกระดึงทางอุทยานฯ ได้จัดลูกหาบสัมภาระของนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดภูกระดึง คิดค่าบริการเป็นกิโลกรัม
1. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 (เลย-ขอนแก่น) และเลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
2. ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา จนถึงจังหวัดขอนแก่นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
3. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเดินทางเช่นเดียวกับเส้นทางที่ 2
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทั้งบนยอดภูกระดึง และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ด้านล่าง ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 - 16.30 น.
บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท และบริการลูกหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 10 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเต็นท์และบ้านพักได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร.0-4287-1333 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0-2562-0760
ท้ายสุดฝากไว้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากไปท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติบน ภูกระดึง ควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน จึงจะเที่ยวชมธรรมชาติได้ทั่วถึง ซึ่ง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเปิดให้เที่ยวบนยอด ภูกระดึง ได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมเท่านั้น ช่วงระหว่างมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ทางอุทยานฯ จะปิดเพื่อปรับสภาพธรรมชาติ ให้ฟื้นตัวและปรับปรุงสถานที่พักสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ฉะนั้น เช็คก่อนออกเดินทางกันด้วยล่ะ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว บรรดาแบคแพ็คเกอร์ทั้งหลาย ก็เตรียมแพ็คกระเป๋า แล้วออกเดินทางกันได้เลย...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





