แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรมชนก คนึงทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรมชนก คนึงทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สถานที่ท่องเที่ยว


เขาชีจรรย์


          เขาชีจรรย์ เป็นเขาหินปูน เดิมมีการระเบิดหินนำไปใช้ในการก่อสร้าง ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเสียดายลักษณะภูมิทัศน์อันสง่างามของเขาลูกนี้ จึงมีพระดำริที่จะอนุรักษ์ไว้ และได้ดำเนินการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักในลักษณะของพระพุทธฉายที่ใหญ่ที่สุด ในโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ใน พ.ศ.2539 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐดุงดังมหาวชิระ

          พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตร ศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา มีความสูง 109 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร ฐานบัวหรือบัลลังก์สูง 21 เมตร รวมความสูงขององค์พระและบัลลังก์ทั้งสิ้น 130 เมตร โดยเป็นการระเบิดเจาะเนื้อหินให้เป็นลายเส้น แล้วใช้โมเสกทองประดับเข้าไปตามรอยเส้น เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาต้องหน้าผา จึงเกิดประกายสีทองราวกับองค์พระกำลังเปล่งประกาย ด้านหน้าองค์พระมีลานอเนกประสงค์ สวนร่มรื่น สระบัว และสวนหิน ในเนื้อที่ 15 ไร่
          
          ประวัติการสร้าง 
จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า เขาชีจรรย์ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1/4 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะสูงชันมากยอดเขาสูงที่สุดมี
ความ สูง 248 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 180 เมตรจากระดับพื้นดิน เขาชีจรรย์เป็นหินเนื้อปูนประกอบด้วยหินอ่อนแคลก์ซิลิเกต, รูปเลนส์, ขนาบด้วยหิน
ฟิล ไลต์, หินฉนวน, และหินเมต้าเชิร์ต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอา
วา สวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งทรงเสียดายเขาชีจรรย์ที่มีภูมิทัศน์ยิ่งใหญ่สง่างามตามธรรมชาติ แต่กำลังถูกระเบิดทำลายทุกวัน จึงทรงดำริที่จะอนุรักษ์เขาชีจรรย์ให้คงชื่อ
อยู่ คู่กับเขาชีโอนซึ่งมีส่วนหนึ่งอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร ด้วยการสร้างพระพุทธรูปแกะสลัก บนหน้าผาเขาชีจรรย์ ให้เป็นปูชนียสถาน
สำคัญ ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2527 ถึงพุทธศักราช 2533 คณะกรรมการกำหนดรูปแบบพระพุทธรูปแกะสลักหินหน้าผาเขาชีจรรย์ ซึ่งตั้งโดย
คณะ กรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้กำหนดข้อยุติสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปาง
มารวิชัย เลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา ขนาดความสูง 109 เมตรหน้าตักกว้าง 70 เมตรฐานบัวหรือบัวบัลลังค์สูง 21 เมตรรวมความ
สูง ขององค์พระและบัลลังค์ทั้งสิ้น 130 เมตรเป็นแบบนูนต่ำ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต
พระ ราชทานนามพระพุทธรูปว่า " พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา " มีความหมายว่า " พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรื่องสว่างประเสริฐ ดุจดังมหาวชิระ " 

         ขั้นตอนการสร้าง
 การจัดสร้างพระพุทธรูปแกะสลักแบ่งงานเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่ง การก่อสร้าง
พระพุทธรูปหน้าผาเขาชีจรรย์ และส่วนที่สองคือการตกแต่งภูมิทัศน์รอบองค์พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา
เขาชีจรรย์ การก่อสร้างสถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย (เอ.ไอ.ที) เป็นผู้ดำเนินการกลั่นกรองบริษัทเอกชน
ที่เหมาะสมในการก่อสร้างซึ่ง ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธ์ศิริ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์
ออกแบบการปรับแต่งผิวหน้า นาย กนก บุญโพธิ์แก้ว รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบองค์พระ
และในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ 2538 นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ได้ว่าจ้างบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บลาสเตอร์ เป็นผู้ทำการก่อสร้างในราคา 43,305,800 บาท
งานระยะแรก เริ่มจากการสำรวจเพื่อการปรับแต่งผิวหน้าผาและเพื่อกำหนดความลึกของลายเส้นของ
องค์พระจากนั้นจึงระเบิดปรับ เกลา และปิดรอยแตกร้าวด้วยวัตถุชนิดเดียวกับหน้าผา จากนั้นงานระยะ
ที่สองทำการสแกนภาพต้นแบบของพระพุทธรูปไว้ในคอมพิวเตอร์แล้วบันทึกโปรแกรมส่งไปยังสแกนเนอร์
เพื่อควบคุมการยิงเลเซอร์เพื่อวาดภาพบนเขา ซึ่งการฉายแสงวาดภาพบนเขาต้องทำในเวลากลางคืนเพื่อ
การมองเห็นที่ชัดเจนให้คนงานโรยตัวด้วยเชือกลงมาจากยอดเขา แล้วใช้สีฝุ่นวาดแต้มเป็นจุดตามที่แสง
เลเซอร์กำหนดไว้การก่อสร้างเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจาก ผิวหน้าผามีการแตกและช้ำมาก และฝนก็
ยังได้ตกลงมาทำให้การทำงานมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ในที่สุดก็สามารถเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และในวันที่
31 กรกฎาคม 2539 มีการประกอบพิธีน้อมเกล้าถวายพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์ แด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานมหากรุณาธิคุณเสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเบิกพระเนตร
และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระอุระของพระพุทธรูป เพื่อให้เกิดเป็นสิริมงคลสืบไป  


ที่ตั้ง : บ้านเขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ ห่างจากวัดญาณสังวราราม ไปประมาณ 5 กิโลเมตร
          การเดินทาง : จากวัดญาณสังวราราม ไปตามทางเดียวกับวิหารเซียน ผ่านวิหารเซียนไปตามเส้นทางหลัก และมีป้ายบอกทางไปอีก 3 กิโลเมตร หรือจากถนน       
                              สุขุมวิท เข้าทางแยกที่เลยแยกวัดญาณสังวรารามไปราว 500 เมตร  เส้นทางจะตรงถึงเขาชีจรรย์ ระยะทางจากถนนสุขุมวิท 6 กิโลเมตร
          เวลาทำการ : 06.00-18.00 น. ทุกวัน
          ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=17632

Magix Website Maker


วิธีตัดรูปเนียนๆโดยใช้ Photoshop

วิธีตัดภาพให้เนียน ด้วย Photoshop CS4/CS5 โดยใช้ Extract จะทำให้รูปที่ออกมาใกล้เคียงกับที่เราหวังไว้เกือบมากที่สุด
ก่อนอื่นเปิด Photoshop ขอแนะนำเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในหัวข้อก่อน



 เปิดรูปที่เราต้องการตัด





ปิดรูปขึ้นมาแล้ว ไปที่ Filter > Extract


เมื่อกดเมนู Extract แล้วจะมีหน้าต่างขึ้นมา


ตัวปากกาด้านบนเรียกว่า Marker เอาไว้วาดขอบ(สีจะเขียวๆมะนาว เปลี่ยนสีได้) อีกอันเป็นยางลบเอาไว้เล็มที่เกินมา


เมื่อวาดโครงขอบนอกเสร็จ แล้วก็จัดการเทสีลงไป(สีน้ำเงิน เปลี่ยนสีได้) ถ้าเป็นแบบในรูปแสดงว่าใช้ได้ แต่ถ้าเทสีแล้วขึ้นฟ้าทั้งหน้าจอแสดงว่าที่วาดด้วย Marker รั่วหรือเชื่อมไม่สนิด แค่หารอยรั่วแล้วเทสีใหม่ก็เสร็จจ่ะ


ถ้าได้แบบที่ต้องการแล้วกด OK โลด รูปที่ออกมาอาจจะกังนิดนึง 


แก้ไขส่วนที่เกินออกมา หรือเติมส่วนที่ลบแหว่งไป รูปจะดูเด้งขึ้นมา


อาจปรับลูกเล่นเพิ่มโดย การเพิ่มแสงสว่างออกมาจากในรูปและข้างนอกรูป เพื่อให้ภาพดูเนียนกลืนไปกับพื้นหลังแค่นี้ก็เสร็จแล้ว อาจจะเอาไปทำนู่นนี่ต่อ เป็น BG ก็ได้หรือว่าจะเป็นลายเซ็นต์บอร์ดแบบทำเองไม่มีใครเหมือน
 



อันนี้เป็นตัวอย่างหลัง จากเอามาใช้งาน สำคัญตรงที่เวลาเซฟให้เซฟเป็นไฟล์ png. เพราะสะดวกเวลานำมาใช้ใหม่ ตรงที่เราตัดไปแล้วจะไม่มีพื้นขาวมารบกวน

(ตัดต่อปีกข้างซ้ายให้เต็ม และทาสีปีกขวาที่คะแนนแลบมา+ลบแถบลูกแก้วออก+ลบรอบแหว่งๆตรงฟักทองออก+ลบ ประกาศของใครไม่รู้ติดอยู่ตรงเท้าออก เหลือแต่ตัวละครเพียวๆ)


ที่มา : http://bbs.playpark.com/topic/214767-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%86%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-photoshopextract/

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Shopping Cart คืออะไร ช๊อปปิ้ง คาร์ท คือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เสมือนตะกร้าสินค้า ในการสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์

Shopping Cart
Shopping Cart คือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนตะกร้าหรือรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ ซึ่งจะเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน ระบบการทำงานดังกล่าวนี้สามารถสร้างขึ้นเองได้โดยใช้สคริปต์ของบางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น ASP , CGI, หรือPHP บวกกับการทำงานของคุ้กกี้ในกรณีที่มีรายการสินค้าให้เลือกไม่มากนัก แต่สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีรายการสินค้าให้เลือกเป็นจำนวนมากมักจะใช้การซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปแทน เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่าและรองรับข้อมูลได้มากกว่า

ระบบตะกร้าหรือรถเข็น แบ่งเป็น 2 ระบบได้แก่
1.ระบบแบบเติมตัวเลขจำนวนสินค้า



2.ระบบคลิกหยอดสินค้าลงตะกร้าที่ละชิ้น




การคลิกส่งสินค้าในแต่ละครั้งของทั้ง 2 แบบจะเป็นการส่งรหัสสินค้า, ราคา และข้อมูลอื่นๆ เข้าไปยังโปรแกรมประมวลผล  เพื่อคำนวณยอดเงินและแสดงรายการที่สั่งซื้อไปแล้ว

ที่มา : http://www.mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2086-shopping-cart-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html 

E-Commerce

นโลกปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าอิน เทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต ไม่เพียงแต่การ การสืบค้นข่าวสารข้อมูลต่างๆ การติดต่อสื่อสารในหมู่เพื่อนฝูง แต่ยังรวมไปถึงการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตหรือที่นิยมเรียก กันว่า E-Commerce เพราะ E-Commerce บริการการซื้อขายออนไลน์ เพียงแค่คลิก ก็สามารถซื้อขายได้ทุกที่ง่ายดาย สร้างความสะดวกสบายให้ผู้ซื้อและผู้ขาย จับจ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา
     
       นอกจากนั้น เทคโนโลยี ก็ยังถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ E-Commerce เติบโตไปได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะการทำธุรกิจ E-Commerce ปัจจุบัน สามารถใช้งานได้จากหลายช่องทาง ทั้งทางสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบของ E-Commerce ก็มาพร้อมความปลอดภัย โดยเว็บไซต์ E-Commerce ส่วนใหญ่จะมีระบบการจ่ายเงินที่สะดวกสบายแต่ระบบความปลอดภัยสูงมาก
     
       ยิ่งไปกว่านั้น E-Commerce ยังเป็นช่องทางใหม่สำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการค้าขายให้ผู้ ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น และเป็นตัวช่วยหนึ่งในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและตรงกลุ่มเป้าหมายมาก ขึ้น ทั้งยังเป็นวิธีที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอีกทางหนึ่งด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมออนไลน์ถือเป็นสื่อหลักที่ช่วยในการโฆษณาและประชา สัมพันธ์ได้อย่างดีเยี่ยม ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ดังนั้นจึงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยขยายแบรนด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและขยายฐานธุรกิจออกไปอีกด้วย
  การผันตัวของผู้ประกอบการเข้าสู่ E-Commerce ในสมัยนี้ แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถทำได้ง่ายมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องมีความรู้และเข้าใจในเรื่องของ Programming, Designing, Database, Network, Internet, Payment และอื่นๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก จึงส่งผลให้ธุรกิจ E-Commerce เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตา และเริ่มเรียนรู้มัน
     
       และโดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าถึงยุค 3G อย่างแท้จริง การใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่จึงถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลักดันให้การซื้อขายออนไลน์เติบโตมากยิ่งขึ้น
     
       สำหรับประเทศไทย เรามีเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์มากมาย ที่สร้างมาเพื่อเป็นอีกช่องทางการขายสำหรับผู้ประกอบการ และเพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าและบริการที่หลากหลายใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค สนุกดอทคอม เว็บไซต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ก็ให้บริการธุรกิจ E-Commerce เช่นกัน ในชื่อ Sabuy.com ซึ่งปัจจุบัน มีร้านค้ากว่า 1,400 ร้านค้า เป็นแหล่งรวมสินค้าคุณภาพที่หลากหลาย ด้วยสินค้ากว่า 200,000 ชิ้น โดยสินค้าที่ขายดีที่สุด คือ สินค้าแฟชั่นผู้หญิงซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมในเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ทุกเว็บไซต์ ด้วยสถิติผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี โดยเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
     
       ในยุคสมัยที่สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลมากต่อชีวิตประจำวัน การบริหารธุรกิจ E-Commerce จึงมีความจำเป็นต้องใช้การสื่อสารและกลยุทธ์ในหลายทิศทางในการทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนหลักๆ ในการช่วยบริหารจัดการ คือ
     
       สังคมออนไลน์ช่วยเพิ่มยอดขาย
     
       นอกจากการค้าขายบนเว็บไซต์แล้ว การใช้สังคมออนไลน์เป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนถือว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันยอดขายได้เป็นอย่างดี ทั้ง Facebook, Instagram, Pinterest หรือ Twitter สำหรับ Sabuy.com ก็เป็นเว็บไซต์ซึ่งมีหน้า Sabuy Facebook Fanpage (http://www.facebook.com/sabuy.com) ด้วยซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่เข้ามาช่วยผู้ประกอบการในการโฆษณา สามารถประชาสัมพันธ์ข่าวสาร โปรโมชั่น และโฆษณาสินค้าต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย

ความปลอดภัย หัวใจสำคัญของ E-Commerce
      
       ธุรกิจ E-Commerce ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ต้องชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ทั้งสิ้น ดังนั้นความปลอดภัยในการชำระเงิน จึงถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการซื้อขายออนไลน์ ทุกเว็บไซต์ควรจะมีระบบที่ไว้วางใจได้ ให้ลูกค้าหมดห่วงกับการชำระเงิน ปัจจุบัน มีการนำระบบ การชำระเงิน ผ่านบัตรเครดิตมาใช้ ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้ง ผู้ซื้อ และผู้ขาย เพราะถือว่า เป็นระบบที่ได้รับ ความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในประเทศ หรือ ต่างประเทศก็ตาม หรือระบบการโอนเงินออนไลน์ผ่าน OTP (One Time Password) หรือระบบการใส่รหัสผ่านแบบครั้งเดียว ซึ่งต้องใช้เลขพาสเวิร์ดที่ได้รับในโทรศัพท์ของเจ้าของเครื่องเท่านั้น เมื่อมีการทำรายการออนไลน์ จะสามารถแน่ใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวจะมีการดำเนินการอย่างปลอดภัย
      
       ช็อปสะดวกสบายตาผ่านอุปกรณ์สื่อสารทุกรูปแบบ
      
       ด้วยยุคสมัยแห่งโมบิลิตี้ การทำธุรกรรมหรือการใช้บริการผ่านออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะสร้างความสะดวกสบายให้ผู้ใช้งานเป็นอย่างยิ่ง เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้การเล่นอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ไปแล้ว ซึ่งด้วยไลฟ์สไตล์นี้ ส่งผลให้มีผู้เข้าชม Sabuy.com ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เติบโตเฉลี่ยจากปีที่แล้วจาก 10% เป็น 22% ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้ชีวิตแบบโมบิลิตี้ กลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตปัจจุบันแล้ว

ที่มา : http://www.manager.co.th/ibizchannel/viewnews.aspx?NewsID=9560000059748
       

กระดานเสวนา overclockzone พูดคุย ซักถามปัญหา คอมพิวเตอร์


วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Colo


    Colo คืออะไร

Colo ย่อมาจาก Co-location คือการนำเครื่อง Server ไปฝากไว้ที่ DataCenter เพื่อแชร์ ความเร็วจาก อินเตอร์เน็ต ของ Datacenter โดยตรง ซึ่งความเร็ว Internet ของ DataCenter จะเร็วกว่า internet ตามบ้านปกติ มาก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 Port ได้แก่ Port 100 Megabit และ port 1,024 Megabit

    BitColo คืออะไร

Bit Colo หรือ Torrent Hosting คือการนำเครื่อง Server มาแบ่งพื้นที่ให้ เช่าเพื่อ Download ข้อมูลต่างๆ 
ด้วยความเร็สูง ตัวอย่างเช่น File 1 GB ถ้า Download ด้วย Speed 8MB ของ BitColo จะเสร็จภายใน 2 นาที 

    ความเร็วของ Colo(โคโล)

           ความ เร็วในการ Download ของ Colo เมื่อเทียบกับ Internet บ้านแล้ว แตกต่างกันมากเนื่องจาก 1MB ของ Colo เร็วกว่า 1Mb ของ Internetบ้าน 8 เท่า เพราะเรานับหน่วยเป็น Megabyte ตัวอย่างเช่น Download file ขนาด 4GB (เทียบเท่า DVD ประมาณ 1 แผ่น) ด้วยความเร็วขั่นต่ำที่เราให้ คือ 3MB จะใช้เวลาประมาณ 22 นาที ส่วนถ้า Download ด้วยความเร็วสูงสุดที่เราให้บริการคือ 15MB จะ Download เสร็จภายใน ไม่เกิน 5 นาที
           ความเร็วต่างๆนี้จะึขึ้นอยู่กับ Package Colo ที่ท่านเลือก 

    ข้อดีของ Colo

- Download ด้วยความเร็วสูง มาก ความเร็วที่เราให้บริการคือ 24 Mbps - 120 Mbps
- มีพื้นที่เก็บข้อมูล Online สามารถเรียกข้อมูลเพื่อใช้งาน ได้ทุกที่ ทุกเวลา
- ปั่น Ratio ได้อย่างง่ายดาย
- ประหยัดค่าไฟบ้าน เพราะไม่ต้องเปิด Computer ทิ้งไว้ทั้งวัน

ที่มา : http://www.evo-colo.com/

Skype


Skype เป็นโปรแกรมวิดีโอแชทผ่านทางเว็บแคม ผู้ใช้สามารถใช้คุยกับผู้ใช้ Skype ด้วยกันได้ฟรี โดยสามารถคุยผ่านเว็บแคมและไมโครโฟนได้ หรือจะพิมพ์แชทเอาก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็น IP Phone ทำให้สามารถโทรเข้าโทรศัพท์พื้นฐานทั่วไปในราคาพิเศษสุดคุ้มได้ด้วย โปรแกรมนี้เหมาะมากสำหรับใช้คุยกับเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่อยู่ต่างประเทศครับ เพราะสามารถใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าหากต้องการโทรหากันผ่านโทรศัพท์ก็สามารถโทรโดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการใช้โทรศัพท์ปกติเยอะมากครับ




วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีใส่นาฬิกาใน blogspot

1 ก็อปโค้ดที่ชอบด้านล่าง  ที่หามาจากเว็บ

2.เข้ามาที่บล็อกของเรา แล้วไปที่รูปแบบ 


3.เข้ามาที่รูปแบบ แล้วคลิกที่ เพิ่มGadget ในพื้นที่ที่เราต้องการให้โค้ดนั้นโชว์


4.เลื่อนมาคลิกที่ข้อความ


5.ทำการ วางโค้ดที่เราก็อปมา ในข้อ 1 ลงบนเนื้อหา แล้วคลิกที่แก้ไข Html แล้วคลิก ข้อความที่มีรูปแบบ เพื่อดูโค้ดที่เรานำมาสามารถใช้ได้ไหม


6.ถ้าโค้ดที่เราก็อปมาสามารถใช้ได้ ก็จะปรากฎรูปภาพของโค้ดเรา เสร็จแล้วคลิกที่ บันทึก


7.เสร็จแล้วคลิก บันทึกการจัดเรียง แล้ว เข้าไปดูในหน้าบล็อกเราแล้วรีเฟสใหม่เป็นอันเสร็จสิ้น


IFrame ข่าว


ที่มา : http://www.kraipost.com/rss/

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เปรมชนก คนึงทรัพย์


นายเปรมชนก คนึงทรัพย์
แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
สาขางาน การพัฒาเว็บเพจ

Bloggerpramchanok.blogspot.com
Google Sites : https://sites.google.com/site/premchanok1/